ส่วนผสมลับของเชฟดัง (The Secret Ingredient)

jamie-oliver
photo credit : http://www.mirror.co.uk

“เด็กสมัยนี้แม่ง เอาแต่คิดทำยังไงถึงจะดัง ทำยังไงถึงจะเท่ มึงไม่คิดก่อนว่าทำยังไงจะเป็นเชฟที่เก่งก่อนว่ะ” เชฟพูดสำเนียงจีนเจือด้วยเสียงหัวเราะ สำหรับคนที่คร่ำหวอดในวงการเชฟ สมาคมเชฟ หรือ Thailand Culinary Academy (TCA) ที่เราๆ พูดกันสั้นๆ ว่า ไทยแลนด์คูลินารี คงรู้กันดีว่า นี่คือใคร และสำคัญอย่างไรในวงการเชฟไทยยุคใหม่ เพราะเขาคือเบื้องหลังของเชฟรุ่นใหม่มากมาย

หลายๆ ครั้งที่ได้สัมภาษณ์เชฟวิลแมนต์ ลีออง มักเป็นการสนทนาที่เผ็ดร้อนด้วยเพราะสไตล์การพูดของเชฟที่ตรงไปตรงมา ดุดัน และความตั้งใจและจริงใจ ก็เป็นส่วนสำคัญในการส่งเชฟระดับเยาวชนไปแข่งทำอาหารระดับโลก รวมถึงฝึกฝนให้เด็กเหล่านี้โตไปในสายอาหารได้อย่างแข็งแกร่งมากมาย

เชฟวิลแมนต์ให้ความสงสัยแบบเดียวกับผม

“ทำไมเด็กรุ่นใหม่เสาะแสวงหาชื่อเสียงก่อนประสบการณ์ และโอกาสในการทำงาน”

ไม่ใช่แค่อาชีพคนทำอาหารหรอก จริงๆ มันก็เป็นกับทุกๆ สาขาอาชีพ ผมรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนถามหาทางลัด ก่อนที่จะเดินบนทางปกติ ยังไม่ทันได้ลองเดินในเส้นทางที่คนรุ่นก่อนเดินเลย ก็โหยหาความสำเร็จซะแล้ว

เกือบร้อยเปอร์เซ็นของเชฟที่ผมได้สัมภาษณ์ และเคยมีโอกาสได้คลุกคลี ล้วนเริ่มจากการเป็นเด็กล้างจาน เคยเริ่มจากคนที่หั่นผักจนมือเปื่อย บางคนก็ได้แต่อยู่หน้าเตาอบจนเหงื่อท่วม ส่วนเชฟท่านนี้เหรอ…

“กูนะ กว่าจะมาถึงระดับนี้ กูล้างจาน ออกไปจ่ายตลาดตีสี่ กูทำแบบนี้เป็นสิบปี”

เชฟยังคงพูดสำเนียงจีน (อ้าวก็สิงคโปร์เชื้อสายจีนนี่หว่า แกบอก) แกย้ำอีกว่าเด็กนักเรียนไม่ได้ถามเพราะความไร้เดียงสา บางคนหวังในการมีชื่อเสียงมากกว่าหวังเรื่องการเป็นเชฟที่เก่ง

ความสำเร็จนอกจากจะไม่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน หากไม่นับคนมีสตางค์ ไม่นับคนที่มีโชคและวาสนา

“ทุกความสำเร็จล้วนต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน” อย่างสำนวนฝรั่งว่า “no pain no gain”

-ยอมเหนื่อยมากกว่าคนอื่น

-ยอมเจ็บปวดจากความพลาดหวัง

-แลกเวลาเพื่อสั่งสมประสบการณ์

-ยอมหลงเพื่อสำรวจเส้นทาง

-ยอมแก้ไข พร้อมกับรับฟังคำวิจารณ์

la-dd-jacques-pepin-gordon-ramsay-20140715
photo credit : http://www.trbimg.com

เชฟแรมซี่ย์ ต้นแบบของการล้มแล้วต้องลุก และมันต้องมีสักทางที่ใช่สำหรับเรา(สิหน่า)

article-1158283-03b5c427000005dc-116_468x392
photo credit : http://www.dailymail.co.uk

กอร์ดอน แรมซี่ย์ เขาเริ่มต้นเดินทางค้นหาความสำเร็จตอนอายุ 16 โดยหนีออกจากบ้านซึ่งมีพ่อขี้เหล้าและชอบทำร้ายแม่ ชีวิตซัดเซไปเป็นนักฟุตบอลฝึกหัด เล่นจนเกือบได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ (ทีมเรนเจอร์ ยักษ์ใหญ่แห่งสก๊อตแลนด์เชียวนะ) แต่เพราะอาการบาดเจ็บจึงจำยอมเลิกเล่นฟุตบอล แม้ฝันแรกจะไม่สำเร็จเขาก็สามารถลุกขึ้นและเดินต่อ เขาได้เริ่มเรียนการด้านอาหารและการโรงแรม ลับฝีมือกับเชฟเก่งๆ ยอมถูกก่นด่า ทำงานอย่างหนัก(พอแก่ตัวเลยตะคอกใส่คนอื่นมั้ง ฮา) จนก้าวสู่การเป็นเชฟระดับโลกได้ ในภาพลักษณ์สุดบ้าคลั่ง มองเผินอาจดูเป็นคนที่ก้าวร้าวรุนแรง แต่หากมองลึก โลกก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าอาชีพอะไร ก็ไม่ได้มีใครมาคอยปลอบประโลมคุณได้ไปตลอด คุณต้องสู้ ต้องสู้เท่านั้น หากยังมีความฝัน

jog001000627_003-1_preview
เจมี่ ในอายุ 24 ปี ในช่วงเวลาที่เขาปรากฏตัวครั้งแรกในรายการ naked chef photo credit : https://plus.google.com/+JamieOliver

เชฟเจมี่ โอลิเวอร์ ความอดทนคือกำแพงที่สูงที่สุด

สำหรับคนที่สนใจด้านอาหารคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะถือเป็นเซเลบเชฟมีผลงานมากมาย ทั้งหนังสือและนิตยสารมากมายหลายเล่ม รายการอาหารอีกบานเชียว แต่รู้หรือไม่ว่าการเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมอาการที่เรียกว่าความบกพร่องทางการอ่าน เดี๋ยวนะย้อนกลับไปอ่านบรรทัดก่อน เขามีผลงานหนังสือหลายเล่ม อย่างไรก็ตามด้วยความพยายาม พาตัวเองไปเข้าครัวทั้งครัวในร้านอาหารของครอบครัวตัวเอง และเข้าไปทำงานในร้านอาหารอิตาเลี่ยน และที่สุดแล้วเขาก็อ่านหนังสือจบเป็นเล่มแรกในชีวิตตอนอายุ 38 ปี หนังสือเล่มนั้นก็คือ “Hunger Games : Catching Fire” และไม่ว่าชีวิตจะเคยเป็นอย่างไร ตอนนี้เขาคือเชฟที่ร่ำรวยมากที่สุดคนหนึ่งในโลก และมีความสุขกับสิ่งที่ทำเสมอมา

สำหรับคนที่เป็นแฟนคลับเชฟเจมี่ ก็ไม่ต้องเดินทางไปไกลเพื่อจะพิสูจน์ว่าเมนูในแบบเจมี่ที่เห็นในรายการจะอร่อยเลเวลไหน เพราะวันนี้ “Jamie’s Italian” เปิดต้อนรับคนที่รักในอาหาร และบรรดาแฟนคลับเชฟแล้ว ที่ Siam Discovery

โลกของคนทำงานอาหาร ต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก ไม่ต่างอะไรกับศิลปินแขนงอื่นๆ หรืองานอื่นๆ ที่ตัดสินกันด้วยรสนิยม

เพราะไอ้คำว่า “รสนิยม” มันมีไม้บรรทัดวัดกันซะที่ไหน

บางทีความอร่อยก็มีแปรผันด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย

อาจอยู่หน้าตาของอาหาร อาจอยู่ที่หน้าตาของเชฟ

และการที่ได้ทำงานในหนังสืออาหาร ผมเองก็ทำงานกับรสนิยม บางคนชอบคาเวียร์ บางคนไม่ชอบคาเวียร์ บางงานคนชอบ บางงานก็แป้ก ก็ต้องพยายามกันต่อไป

ในเมื่อ “ความพยายาม” เป็นส่วนผสมสำคัญของ “ความสำเร็จ” ในทุกๆ อาชีพนี่นา

สำหรับคนที่มีความฝัน ไม่ว่ากับสิ่งไหน ไม่มีทางเลือกไหนเลย หากคุณอยากไปถึงความฝัน คุณต้องทำมัน ไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้ออ้างให้คุณหยุด และแม้ว่าวันหนึ่งมันจะยังไม่ถึงฝัน วันนั้นคุณก็คงจะแกร่งมากพอที่จะพยุงตัวเองให้ลุกและเดินเข้าเส้นชัยต่อไปได้

 

ขอบคุณข้อมูล

jamie oliver

gordon ramsay

 

 

 

|storyteller blueuniverse|

facebook 2good2befood

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s